คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอ่างทอง · เปลี่ยน

ฐิติมา ฉายแสง ปธ. กมธ.อว. เปิดเวทีพิจารณาเทคโนโลยีขยะสู่น้ำมันเชื้อเพลิง มุ่งให้วิสาหกิจชุมชนเข้าถึงนวัตกรรม

ที่มา: มติชน

ฐิติมา ฉายแสง ปธ. กมธ.อว. เปิดเวทีพิจารณาเทคโนโลยีขยะสู่น้ำมันเชื้อเพลิง มุ่งให้วิสาหกิจชุมชนเข้าถึงนวัตกรรม

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ รัฐสภา นางฐิติมา ฉายแสง ส.ส.ฉะเชิงเทรา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการประชุมกมธ อว. ในประเด็นการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับวิสาหกิจชุมชนในการแปรรูปขยะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง โดยการประชุมครั้งนี้ได้เชิญกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมสรรพสามิต สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลเพื่อพิจารณาทั้งความพร้อมของเทคโนโลยี เงื่อนไขการดำเนินกิจการ และแนวทางสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน

“งานวิจัยจะสร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้เต็มที่ เมื่อชุมชนเข้าถึงเทคโนโลยี ใช้งานได้จริง และมีรายได้ที่ยั่งยืน การสนับสนุนจึงต้องครอบคลุมตั้งแต่การเลือกเทคโนโลยี การพัฒนาคน การตรวจคุณภาพผลิตภัณฑ์ การใช้งานที่เหมาะสม เพื่อให้ชุมชนตัดสินใจลงทุนด้วยข้อมูลที่ครบถ้วน” นางฐิติมา กล่าว

นางฐิติมากล่าวว่า เทคโนโลยีที่ควรพิจารณาอย่างรอบด้านคือ ไพโรไลซิส ซึ่งใช้ความร้อนสลายพลาสติกในสภาวะที่ไม่มีหรือมีออกซิเจนน้อยมาก แล้วควบแน่นไอเป็นของเหลว อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบพลาสติกต้องผ่านการคัดแยกให้เหมาะกับระบบ และน้ำมันที่ผลิตได้ต้องตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงให้เหมาะกับการใช้งาน ไม่อาจถือว่าใช้แทนน้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ได้ทันที โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานได้เผยแพร่ข้อควรระวังเรื่องคุณสมบัติน้ำมันที่อาจแตกต่างจากเชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ เช่น ปริมาณกำมะถันและจุดวาบไฟ

ขณะเดียวกัน ในเดือนมิถุนายน 2569 วว. ได้ร่วมกับภาคเอกชนพัฒนาโครงการแปรรูปขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมุ่งทดสอบระบบต้นแบบระดับกึ่งอุตสาหกรรมด้านความเสถียร ความปลอดภัย และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับพิจารณาว่าเทคโนโลยีแต่ละรูปแบบพร้อมถ่ายทอดและเหมาะกับการดำเนินงานของชุมชนเพียงใด

ทั้งนี้ประธาน กมธ.อว. เสนอให้เชื่อมการสนับสนุนใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

(1) พิสูจน์ความเหมาะสมและความคุ้มค่าก่อนลงทุน ให้หน่วยวิจัยและมหาวิทยาลัยช่วยประเมินปริมาณและชนิดขยะ ต้นทุนคัดแยก ขนส่ง พลังงาน บำรุงรักษา และจัดการของเสีย รวมถึงคุณภาพและราคาขายผลิตภัณฑ์ เพื่อเลือกขนาดระบบที่เหมาะสม โดยอาจพิจารณารวมกลุ่มหลายชุมชนใช้ระบบร่วมกันเมื่อมีความคุ้มค่ากว่า

(2) เชื่อมมาตรฐานและกติกาให้ชุมชนปฏิบัติได้จริง จัดทำแนวทางที่ชัดเจนด้านการอนุญาต การผลิต การเก็บรักษา การใช้หรือจำหน่าย และภาษีที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบบตรวจคุณภาพน้ำมัน การควบคุมอากาศเสีย น้ำเสีย และกากตกค้าง ตลอดจนการฝึกผู้ปฏิบัติงานและป้องกันอัคคีภัย เพื่อคุ้มครองทั้งผู้ประกอบการและประชาชนโดยรอบ

(3) สนับสนุนครบวงจรตั้งแต่ถ่ายทอดเทคโนโลยีถึงตลาด พิจารณาแหล่งทุนตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องควบคู่กับพี่เลี้ยงทางเทคนิค บริการทดสอบ และผู้ใช้งานในชุมชน ที่มีเงื่อนไขคุณภาพชัดเจน โดยเริ่มจากพื้นที่นำร่องที่พร้อมและประเมินผลก่อนขยายการลงทุน

“โจทย์ของกรรมาธิการคือทำให้องค์ความรู้ของประเทศไปถึงเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้นวัตกรรมเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ชุมชนพึ่งพาได้ในระยะยาว” นางฐิติมากล่าว

ความคิดเห็น