คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอ่างทอง · เปลี่ยน

สาววัย 26 ปี ขอส่งพลังบวกให้คนอื่น “อย่ายอมแพ้” แม้ตัวเองป่วยโรคไม่มีทางรักษา

ที่มา: The Thaiger

สาววัย 26 ปี ขอส่งพลังบวกให้คนอื่น “อย่ายอมแพ้” แม้ตัวเองป่วยโรคไม่มีทางรักษา

สาววัย 26 ป่วยโรคไม่มีทางรักษา ทนทรมานผ่าตัดใหญ่ที่ไม่มีวันจบ แค่อยากแชร์พลังบวกให้ทุกคน ลั่นถ้ายังไม่ตายก็อย่ายอมแพ้

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา โลกออนไลน์แห่แชร์โพสต์ของสาววัย 26 ปีคนหนึ่ง เข้ามาแชร์เรื่องราวชีวิตของตัวเองผ่านกลุ่มเฟซบุ๊ก อาณาเขตฮีลใจ ที่พลิกเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนธรรมดา กลายเป็นคนพิการ ที่ต้องทนทรมานกับการผ่าตัดใหญ่ที่ไม่มีวันสิ้นสุด และโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้ แต่เธอแค่ต้องมาส่งต่อกำลังใจดี ๆ และพลังบวกที่เหลือล้นในตัวของเธอให้คนอื่น ท่ามกลางคอมเมนต์ของชาวเน็ตที่เข้ามาชื่นชมและส่งคืนกำลังใจให้สาวเจ้าของโพสต์กันอย่างล้นหลาม

“เห็นหัวข้อชีวิตล้มเหลวแล้วอยากมาแชร์ชีวิตตัวเองเป็นกำลังใจให้คนอื่นเปรียบเทียบค่ะ

คิดว่าด้วยวัย 20 กว่า ๆ ที่เพิ่งได้เริ่มใช้ชีวิตคงไม่มีใครล้มเหลวหรือดวงซวยสุด ๆ ได้เท่าหนูอีกแล้วล่ะมั้งคะ ตอนนี้หนูอายุ 26 กำลังจะ 27 เดือนธันวาคมนี้ แต่ว่างงานมาเกือบ 3 ปี ไม่มีรายได้ที่จะเหลือใช้หนี้ มีหนี้หลายแสนจนบูโรพัง และไม่มีอนาคต ที่หมายความว่าไม่รู้จะเสียชีวิตตอนไหน และไม่สามารถทำงานได้ในตอนนี้เลยด้วยค่ะ

ใครอ่านมาถึงตรงนี้อาจจะคิดไปก่อนว่า “เอ้า แล้วทำไมไม่หางานล่ะ เธอมันไม่เอาไหนเองนี่” หรืออะไรแบบนั้น หนูจะขอเซอร์ไพรส์ด้วยการแจ้งว่า ตอนนี้หนูพิการทั้งแขนและขา พร้อมทั้งยังต้องอยู่ในการรักษาต่อเนื่องที่หมายถึงการผ่าตัดใหญ่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะป่วยเป็นโรคหายากที่ไม่มีสาเหตุ ไม่มีทางรักษา และไม่มีทางหาย ตอนนี้เพิ่งผ่านการผ่าตัดรอบที่ 6 ไปเองค่ะ

เรียนจบไปตอนปลาย 22 เข้า 23 หนูทำงานปีแรกก็ได้เงินเดือนตั้ง 21k แน่ะ รวมค่าคอมมิชชั่นบางเดือนก็แตะไปถึง 30-40k ได้เลย ชีวิตกำลังไปได้สวย ได้กินได้ซื้อได้เที่ยวตามใจตัวเองเป็นครั้งแรก แต่อยู่ ๆ ก็พบวัณโรคที่เยื่อหุ้มสมองจนต้องออกจากงาน แถมเชื้อวัณโรคที่ว่ายังกระจายหนองไปทั่วทั้งโพรงประสาทสันหลังทำให้โพรงประสาทตีบแคบและเส้นประสาทถูกเบียดทับทั่วทั้งสันหลังจนทำให้ค่อย ๆ เดินไม่ได้จนพิการในที่สุดค่ะ เงินก็เสียไปกับการเลี้ยงยายและจ่ายส่วนต่างการผ่าตัดตลอด 2 ปีจนไม่เหลืออะไร เครดิตตรงไหนที่เคยมีตอนทำงานก็ต้องกดมาใช้จนหมด

การผ่าตัดทุกครั้งทำเพื่อแค่ยื้อให้ติดเตียงช้าลง และการผ่าในทุกครั้งก็อาการแย่ลงกว่าครั้งก่อน ๆ เสมอ อย่างตอนแรกแค่เดินไม่ได้ ตอนนี้แขนและมือสองข้างก็อ่อนแรงใช้แทบไม่ได้ (มือขยับได้แค่นิ้วโป้ง) ไปด้วยซะงั้น

หลาย ๆ คนบอกว่า คนพิการแต่เกิดเค้าลำบากกว่าอีก หนูมองว่าพี่ ๆ ที่พิการแต่กำเนิดร่างกายเค้าสามารถใช้ส่วนอื่นทดแทนในชีวิตได้ดีกว่าแบบที่หนูเป็นแน่ ๆ หนูที่เคยมีทุกอย่างแต่ตอนนี้มีแต่ใช้ไม่ได้ มันท้อใจมาก ๆ แถมต้องรู้สึกปวดทั้งตัวตลอดกระทั่งเวลานอนเพราะตอนนี้เส้นประสาทบริเวณคอถูกกดทับหนักที่สุด ยังไม่รู้เลยว่าถ้าต้องผ่ารอบที่ 7 จะผ่ายังไงกัน

ตอนแรกที่สมองบวมจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ คุณหมอบอกว่าหนูโชคดีมาก เพราะอัตราการเสียชีวิตของโรคนี้ในสเตจนี้มันแทบจะ 50/50 เลย แต่หนูคิดย้อนไปทุกครั้งก็รู้สึกว่า ถ้ารอดมาแล้วต้องมาเป็นแบบนี้ สู้หนูหลับตุยไปตั้งแต่ตอนนั้นเลยดีกว่าค่ะ 555555

ใด ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น ตัวหนูเองไม่ได้เป็นนักสู้หรือมีกำลังใจมากมายอะไร แค่ยังทนมีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เพราะยังไม่ตุยสักทีเฉย ๆ แต่อยากมาเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ต้องการค่ะ สามารถคิดว่า “เออ ไอ้เด็กนี่โคตรล้มเหลวกว่าเราอีก” หรือ “ชีวิตยัยนี่ทุเรศกว่าเราเยอะ” อะไรแบบนั้นได้เลย จะได้มีแรงฮึบใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพกันค่ะ ตราบใดที่ยังมีร่างกายปกติอยู่ อย่ายอมแพ้กันนะ”

อ้างอิงจาก : FB อาณาเขตฮีลใจ

ความคิดเห็น