นพ.วิชัย ชี้ ‘หมอสงวน’ ผลผลิต 14 ตุลา สานฝันสู่ ‘บัตรทอง’ ถอดหัวใจเขียน ‘เปลี่ยนมะเร็งเป็นพลัง’
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ที่ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) จัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 (Book Expo Thailand 2026) ภายใต้แนวคิด “Unread Messages – คุณได้รับ ‘ข้อความใหม่’” ระหว่างวันที่ 23 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายนนี้
สำหรับ บูธสำนักพิมพ์มติชน J02 มาภายใต้ธีม ‘Bloom เติบโตไปด้วยกัน’ มีผู้อ่านหลากหลายวัยเลือกซื้อหนังสืออย่างคึกคัก พร้อมหนังสือปกใหม่ที่ครอบคลุมประเด็นร่วมสมัย ผลงานจากนักเขียนและนักแปลหลากหลายวงการ ในราคาพิเศษลดสูงสุด 20% นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Meet & Read เปิดโอกาสให้ผู้อ่านพบปะพูดคุยกับนักเขียนและนักแปลอย่างใกล้ชิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. เวทีเสวนา Author’s Salon จัดกิจกรรม ‘หมอสงวนและมิตรภาพบำบัด’ โดยมี นพ.วิชัย โชควิวัฒน เป็นวิทยากร ดำเนินรายการโดย ศิริพร กิจประกอบ
นพ.วิชัย กล่าวว่า นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เป็นผลผลิตของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม รุ่นนั้นเป็นรุ่นที่นิสิตนักศึกษา เริ่มสนใจปัญหาบ้านเมืองและเริ่มที่จะมีความฝันอยากจะเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่ดี มีความเจริญและมีความสุข ความฝันนี้ในที่สุดเกิดปัญหาคดี 6 ตุลาคม เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ในขณะนั้นคุณหมอเป็นประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สนพ.) มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งชีวิตลำบากมากในตอนนั้นแต่ไม่เคยทิ้งความฝัน ตลอดชีวิตของคุณหมอหลังจากเรียนจบมีความพยายามที่จะทำอย่างไรให้ระบบบริการสาธารณสุขของประเทศไทยให้ประชาชนเข้าถึงได้
นพ.วิชัย กล่าวต่อว่า ในสมัยที่คุณหมอสงวนเริ่มเข้ารับราชการ ตอนนั้นประเทศไทยทั้งประเทศระดับอำเภอ จะมีทั้งหมด 500-600 อำเภอ มีโรงพยาบาลระดับอำเภอประมาณ 150 แห่ง และอีก 400 แห่งไม่มีโรงพยาบาล เพราะฉะนั้นสิ่งแรกคือต้องพยายามผลักดัน มีโรงพยาบาลให้เกิดขึ้นทุกอำเภอทั่วประเทศไทย ขณะเดียวกันสถานีอนามัยไม่ถึงครึ่งประเทศ และจะทำอย่างไรให้มีสถานีอนามัยทุกตำบล เพราะประชาชนที่อยู่ห่างไกล จำเป็นจะต้องมีสถานบริการที่ใกล้บ้าน สิ่งนี้คือความพยายามขั้นแรก มีการผลักดันตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พยายามทำโดยตลอด
นพ.วิชัย กล่าวต่อว่า ผลพวงจากการเริ่มพัฒนาของ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หลังจากมีนโยบายนำประเทศไทยกู้เงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มาแก้เศรษฐกิจแล้ว พลเอกเปรมมองว่าสุขภาพของประชาชนเป็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหารเท่านั้น แต่ถ้าประชาชนมีความมั่นคงทางสุขภาพ สุขภาพดีแล้วสิ่งนี้คือความมั่นคงระดับประเทศ จึงมีการลงทุนสร้างโรงพยาบาลครบทุกอำเภอ และสร้างสถานีอนามัยครบทุกตำบล แต่ปัญหาใหญ่ คือ ประชาชนยากจนจำนวนมาก มีกำแพงเงินขวางกั้น ซึ่งจะทำอย่างไรให้กำแพงเงินนั้นหมดไป
“นี่คือสิ่งที่คุณหมอสงวนกับแพทย์ชนบทจำนวนมากรวมพลังกัน ทำอย่างไรถึงจะต่อเนื่อง ในที่สุดก็เกิดระบบที่เรียกว่า ‘ระบบบัตรทอง’ ขึ้นมา เมื่อพ.ศ.2544 เป็นการทำระบบบัตรทองที่เหลือเชื่อมาก เพราะใช้เวลาเพียง 1 ปี ก็ขยายครอบคลุมทั้งประเทศ เริ่มจาก 6 จังหวัด ไปถึง 15 จังหวัด เพิ่มเป็น 75 จังหวัด และจังหวัดสุดท้ายที่ทำคือกรุงเทพมหานคร เพราะกทม. เป็นระบบที่ซ้ำซ้อนมากเลยทีเดียว แต่ก็ทำสำเร็จภายในเวลา 1 ปี”นพ.วิชัย กล่าว
นพ.วิชัย กล่าวว่า เวลาไปโรงพยาบาล ไม่ต้องสนใจว่าต้องใช้เงินค่ารักษาเท่าไหร่ แต่ จ่ายเงินแค่ 30 บาท รักษาได้ทุกโรค ผ่าตัดหัวใจ ผ่าตัดต่างๆ รักษามะเร็ง และโรคต่างๆ จะกี่หมื่น กี่แสน กี่ล้าน จ่ายแค่ 30 บาท
“เป็นความฝันของหมอสงวน ซึ่งเรื่องอย่างนี้ยากมาก แต่ว่าคุณหมอสงวนและทีมงานจำนวนมาก ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ความฝันนี้เป็นจริง และใช้เวลาเป็น 10 กว่าปีในการพยายามสั่งสมความรู้ ทำวิจัย อะไรต่างๆ
ตอนพ.ศ. 2534 พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มีการออกกฎหมายประวัติศาสตร์คือ พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และเริ่มดำเนินการครั้งแรกตอนปีพ.ศ. 2534 คนที่มีบทบาทสำคัญมากในการผลักดันเรื่องประกันสังคม คือ อาจารย์นิคม จันทรวิทุร แต่เรื่องการบริการสาธารณสุขเป็นเรื่องซับซ้อนมาก เพราะถ้าวางระบบไม่ดี เงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ แต่ถ้าวางระบบให้ดีเงินไม่ต้องใช้มาก” นพ.วิชัย กล่าว
นพ.วิชัย กล่าวต่อไปว่า เพราะตอนนั้นระบบประกันสังคม ประเทศไทยเราเก็บเงินค่าจ้างของผู้ประกันตน เราเก็บเงินแค่ 1.5% ตอนนั้นตนเป็นคณะกรรมการแพทย์ชุดแรก ไปดูงานที่เยอรมันเก็บ 33%
แต่เรานำมาใช้รักษาพยาบาลเพียง 0.8% ซึ่งใช้น้อยมาก เพราะการที่จะใช้ให้น้อยแล้วดูแลผู้ประกันตนได้ทุกโรคขนาดนี้ ต้องใช้ความรู้ความเข้าใจมาก อาจารย์นิคมได้ร่วมมือกับคุณหมอสงวนเพื่อเข้าไปวางระบบ เก็บเงินเพียง1.5% ของค่าจ้าง และให้สิทธิประโยชน์ 4 อย่าง คือ รักษาพยาบาล เวลาเสียชีวิตมีเงินทำศพ เงินคลอดบุตร ถ้าทุพพลภาพจ่ายค่าแรง 50% ปัจจุบันให้อีก 3 อย่าง เป็น 7 อย่าง 7 อย่างเก็บทั้งหมดแค่ 5% ซึ่งน้อยมาก ขณะนี้เยอรมันเก็บ 90% แล้ว เราใช้อย่างประหยัดใช้แบบเศรษฐกิจพอเพียงตามในหลวงรัชกาลที่ 9
“ซึ่งจากระบบนั้นเอง เราจึงวางรากฐานให้เกิด ’ระบบบัตรทอง‘ ระบบบัตรทองเราใช้เงินประมาณ 2% ของ GDP เท่านั้น แต่ดูแลคนทั่วประเทศและเก็บค่ารักษาทุกโรคเพียง 30 บาท คือสิ่งที่คุณหมอสงวนได้สร้างคุณูปการไว้
จากหนังสือ ‘เปลี่ยนมะเร็งเป็นพลัง’ เป็นชีวิตจริงของคุณหมอสงวน เป็นภาษาง่ายๆอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการถอดหัวใจออกมาเล่า ถ้าอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่าพวกเรามีญาติมิตรที่เจ็บป่วยด้วยโรคร้ายที่พรากชีวิต หรือบั่นทอนสุขภาพ ซึ่งเราจะเผชิญสถานการณ์ต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร ไม่ใช่ เพียงประชาชนทั่วไปและไม่ใช่เพียงผู้ป่วยเท่านั้น แต่ว่าบุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข ที่จะต้องดูแลคนที่มารับบริการต่างๆ จะได้รู้ว่าสิ่งที่เวลาเราดูแลคนไข้ คนไข้เขาคิดอย่างไร
เป็นตัวอย่างที่สะท้อนคนไข้ที่เป็นหมอ เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างที่เขาทำนายว่าจะอยู่ได้ 6 เดือน แต่อยู่ได้ถึง 5 ปี และตลอดที่อยู่ถึง 5 ปี สามารถที่จะสร้างระบบบัตรทองให้มั่นคงแข็งแรง เป็นองค์กรที่มีทั้งธรรมาภิบาลและมีทั้งวัฒนธรรมองค์กร สร้างรากฐานให้แข็งแรง ให้ชีวิตได้มีอิสระมากขึ้นและค่าใช้จ่ายในการรักษาถูกมาก ซึ่งทั่วโลกยกย่องมาก” นพ.วิชัย กล่าว
พร้อมชวนอ่านหนังสือ ‘มิตรภาพบำบัด ยา…หัวใจ’ จัดทำโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่รวบรวมเรื่องราวและองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบมิตรภาพบำบัด (Peer Support) แนวคิดการดูแลผู้ป่วยผ่านพลังของเพื่อนช่วยเพื่อนและผู้ป่วยช่วยผู้ป่วย เพื่อส่งต่อกำลังใจและสร้างความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยอย่างรอบด้าน
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถร่วมงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยแวะเลือกซื้อหนังสือและร่วมกิจกรรมกับสำนักพิมพ์มติชนได้ที่บูธ J02 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.