คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอ่างทอง · เปลี่ยน

ณเดชน์ คลั่งฟิต เสพติดออกกำลังกาย โหมหนักจนต่อมไทรอยด์พัง ฮอร์โมนรวนเหมือนคนวัย 60

ที่มา: ข่าวสด

ณเดชน์ เผยบทเรียนสุขภาพครั้งใหญ่ คลั่งฟิตหุ่น เสพติดออกกำลังกาย หยุด 2 วันจะเป็นบ้า โหมหนักจนต่อมไทรอยด์พัง ฮอร์โมนรวนเหมือนคนวัย 60 ปี

ณเดชน์ คูกิมิยะ เปิดใจผ่านรายการ On the way with Chom ถึงบทเรียนสุขภาพครั้งใหญ่ หักโหมเข้าฟิตเนสอย่างบ้าคลั่งตั้งแต่วัยรุ่น จนตรวจพบโรคต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำ (Hypothyroidism) ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนและวิตามินในร่างกายพัง จนมีค่าเหมือนคนอายุ 60 ปี ต้องปรับวิถีชีวิตกลับสู่สายกลาง และทานยาดูแลใกล้ชิดตามคำชี้แนะของแพทย์

เผยปีหน้าเตรียมลงสนามแข่ง HYROX คู่กับ “ญาญ่า” พร้อมเล่าที่มาของการเป็นคนจัดระเบียบชีวิตอย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นนิสัยที่ติดตัว และนำมาปรับใช้กับการทำงานและการดูแลสุขภาพในปัจจุบัน

ช่วงหลังๆ ไม่ได้เห็นคุณในฐานะนักแสดงอย่างเดียวแล้ว เริ่มเห็นอีกมุมที่ชัดมากๆ ก็คือเรื่องการออกกำลังกายจนคนบอกว่า ณเดชน์ เจอได้ทุกที่ ?

“พื้นฐานผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบอะไรจำเจขนาดนั้นในระยะยาว ก็เลยเป็นคนที่พยายามจะทำให้ตัวเองสามารถเล่นทุกกีฬาได้ ซึ่งผมเคยคุยกับโค้ชที่เขาคุมวิ่งผม เขาบอกว่าข้อเสียของตัวผมเองส่วนใหญ่ คือการที่เรามีจุดมุ่งหมายหรือว่าการแข่งขันที่หลากหลายเกินไปจนโฟกัสกระจัดกระจาย ไม่สามารถจะทำไปให้สุดสักอย่างได้ แต่จริง ๆ ถ้ามุ่งอย่างเดียวอาจจะไปได้ดีกว่านี้ครับ”

ถ้าต้องเลือกแข่งแค่อย่างเดียวในปีหน้าจะเลือกอะไร ?

“ถ้าปีหน้าแข่งได้อย่างเดียว จะเลือก Olympic Weightlifting พวก Snatch พวก Clean and Jerk อะไรพวกนี้ ลองไปเล่นแล้วเรารู้สึกชอบมาก แต่ช่วงนั้นเราทั้ง HYROX ด้วย ทั้ง Strength Training เราไม่อยากทิ้ง คือไม่อยากทิ้งอะไรสักอย่างเลย ให้ความสำคัญไปกับการแข่ง HYROX มากกว่า ก็เลยไปโฟกัสที่ HYROX แต่รู้สึกเป็นคนที่อยู่บ้านเฉย ๆ เกิน 2 วันแล้วจะเป็นบ้าจะต้องออกไปหาอะไรทำ โดยเฉพาะการออกกำลังกาย ทุกคนก็จะเห็นว่าทำไมผมนั่งมอเตอร์ไซค์ผ่านอโศก อยู่ BTS ไปนู่นไปนี่ตลอดเวลา เพราะบางทีเช้าเราไปซ้อม HYROX กลับมาบ้านกินข้าวเสร็จปุ๊บ ตกเย็นออกไปซ้อม Strength Training ต่อครับ”

ลงแข่ง HYROX ปีหน้าไหม ?

“ลงครับ Olympic Weightlifting ไม่ลง ลง HYROX เพราะต้องลงกับญาญ่า จะลงเป็น Mix Double วัดใจ แต่ว่ายังไม่มีเวลาที่จะไปซ้อมด้วยกันสักวันหนึ่งเลย”

ณ ตอนนี้พอใจกับสภาพร่างกายปัจจุบันแล้วหรือยัง ?

“ยัง ผมอยากใหญ่กว่านี้ อยากใหญ่ไปเลย อยากลองดูว่าขีดจำกัดของไซซ์กล้ามเนื้อจะไปได้ขนาดไหน โดยไม่ได้พึ่งสเตอรอยด์ หรืออะไร อยากลองดูว่าเราจะไปได้ขนาดไหน ก็คือมี Goal ให้กับตัวเองเหมือนกันภายในปีนี้ อยากยก Chest Press ได้ 150 ครั้ง อยาก Deadlift ได้ 200 ครั้ง อยากดึงข้อได้ Bodyweight ได้ 20 ครั้ง

แต่สุดท้ายก็คือผมมีโปรเจ็กต์ภาพยนตร์ที่กำลังจะถ่าย ผมก็ต้อง Priority ให้ความสำคัญกับการเลือกงานแสดงเป็นหลัก ด้วยคาแร็กเตอร์หรืออะไรก็ตามไม่สามารถที่จะเป็นนักกล้ามได้ เราก็ต้องกลับมาโฟกัสที่ร่างกาย Body หุ่น รูปร่างให้เหมาะสมกับคาแร็กเตอร์ที่เราจะได้รับบท

ซึ่งกลายเป็นว่าตอนนี้ไปปรับเปลี่ยนแผนใหม่ คุมอาหาร ลดน้ำหนักให้ลีนที่สุดแล้วกัน แต่ว่ายังรักษามวลกล้ามเนื้อให้ได้มากที่สุดเหมือนกัน เพื่อที่ว่าจะได้สอดคล้องกับงานที่กำลังจะทำอยู่ ในอนาคตถ้าเป็นไปได้อยากขึ้นเวทีประกวด Men’s Physique ตัวใหญ่ ๆ ไปเลยแบบนี้ อยากลองสักครั้งหนึ่ง”

จุดเริ่มต้นที่ทำให้มาสายนี้การเริ่มต้นคืออะไร ?

“อ้วน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ถ่าย ลมซ่อนรัก ประมาณเกือบ 10 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นกำลังมีงานมีละครชีวิตเริ่มอยู่สุขสบายขึ้น กินเก่ง กินเยอะมาก จนกระทั่งเราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ พอปิดกล้องแล้วเรามาดูตัวเองตอนละครออนแอร์ คือจำตัวเองแทบไม่ได้ คือมันอ้วนแบบอ้วนมากๆ เลย จนรู้สึกว่าเริ่มมีคนเตือนคนทัก ผมก็เลยเข้าฟิตเนสเลยทุกวัน อยู่ประมาณ 3 เดือน ทุ่มเวลาให้กับการลดน้ำหนักมากๆ ภายใน 3 เดือนร่างกายเปลี่ยนแบบรวดเร็วมากๆ เลยเป็นจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่เราจริงจังในการออกกำลังกาย การได้เห็นกล้ามเนื้อตัวเองแล้วรู้สึกภาคภูมิใจ เหมือนเราเป็นตัวการ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่อะไรแบบนี้ ผมก็เลยเริ่มเสพติดในการถอดเสื้อ เริ่มฟิตเนสมากขึ้น แต่ยังไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเสพติดกับการออกกำลังกายขนาดนั้น แต่รู้สึกพึงพอใจกับการได้เห็นตัวเองในกระจกที่ร่างกายเราเปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ วัน

แล้วหลังจากนั้น 3 เดือนก็เริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติ ลูปเดิม กิน เอ็นจอย ดื่ม เที่ยว เพราะเป้าหมายจบไปแล้ว กลับมาเจ๊งเหมือนเดิม แต่เรารับรู้ว่าสามารถเรียกกลับไปจุด ๆ เดิมได้แต่ว่ามันแค่เหนื่อยกว่าทรมานกว่าที่ต้องเริ่มต้องใหม่ ก็เป็นแบบนี้ไปกลับเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งเป็นเพราะอายุด้วยรู้สึกว่าไม่อยากเหนื่อยแบบนี้อีกแล้ว อยากที่จะ Maintenance สิ่งเหล่านี้ให้ดีที่สุด ก็เลยเริ่มที่จะพยายามรักษาสุขภาพร่างกายของเรามากขึ้น ๆ ต่อเนื่องเรื่อย ๆ จนกลายเป็นว่าเสพติดมันแล้ว ถ้า 2 วันไม่ออกกำลังผมรู้สึกจะเป็นบ้า”

เป้าหมายที่ทำอยู่คือ Lifestyle หรือเป็นคนชอบความ Extreme กันแน่ ?

“เป็น Lifestyle มากตอนนี้ แต่ถามว่า Extreme คือถ้าผมวิ่ง 100 กิโลเมตร ถ้าผมไป Ultra Marathon หรือว่าผมจะไป Ironman Triathlon ต้องมีสักครั้งในชีวิตนี้(หัวเราะ) ผมรู้สึกว่านี่คือสิ่ง Extreme แล้วผมรู้สึกว่าพอเราเล่นออกกำลังกายมาจุด ๆ หนึ่งจะรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกแล้ว เราต้องเลยไปหารายการแข่ง ไปทำ Fitness Test ให้กับตัวเองดูซิว่าเราอยู่ในระดับไหนแล้วหา Challenge ให้ตัวเอง เพื่อรู้สึกว่าการออกกำลังกายในแต่ละวันจะได้มีจุดมุ่งหมายให้ตัวเราสักที

ก็เลยเห็นว่าพักหลัง ๆ ผมเริ่มไปวิ่ง Trail แข่ง HYROX เดี๋ยวก็จะไปวิ่ง Marathon อีก ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นเป้าหมายที่รู้สึกได้ก้าวกระโดดจากการ Safe Zone อยู่แค่ยิม อยู่ Fitness วิ่งออกกำลังกายอยู่ในสวนอย่างเดียวอะไรอย่างนี้ครับ”

การปรับเปลี่ยนร่างกายตามบทบาทการแสดง ?

“ผมไปเจอคอลัมน์หนึ่งของ Christian Bale แล้วรู้สึกว่าเขาทำ Body Transformation เปลี่ยนรูปแบบร่างกายในแต่ละคาแร็กเตอร์ที่เขาได้รับ เพื่อที่จะให้เขารู้สึกว่าเป็นหลักการเข้าสู่ตัวแสดงของเขา ผมก็เลยลองทำดูแบบนี้บ้าง ปรากฏว่าเรารู้สึกเป็นผลที่ดีสำหรับตัวผม รู้สึกว่านี่อาจจะเป็นหนึ่งในวิธีการของเราที่จะซึมซับไปหาตัวละครอะไรอย่างนี้ด้วย

เหมือนเรากลับบ้านไปมองดูตัวเองในกระจก แล้วรู้สึกว่าภาพที่เราเห็นเหมือนกับพี่ยักษ์ ผมก็จะพยายามเพิ่มไซซ์ตัวเอง กิน ไม่ได้ห่วงว่าจะต้องแห้งจะต้องลีน พอมาเป็น คนเดือดทวงแค้น จะพยายามให้ตัวเองดูสารรูปโทรมที่สุด พอมาช่วงนี้เดี๋ยวจะมีภาพยนตร์ใหม่ก็เปลี่ยนตัวเองใหม่ เปลี่ยนร่างกายใหม่ รู้สึกว่าสนุกดีครับ”

ประสบการณ์จำกัดแคลอรีหนักจนร่างกายพัง ?

“กินวันละ 1,500 กิโลแคลลอรี ไม่รวมออกกำลังกาย แสดงว่าถ้าผมออกกำลังกายแล้วผมเผาผลาญไปประมาณวันละ 300-400 แคลลอรี ผมก็จะ Deficit ลงมาอีก เพราะว่า 1 เดือนผมจะต้องลดน้ำหนักให้ได้ ตอนนั้นเพิ่งถ่าย ธี่หยด 3 จบ แล้วผมหนัก 80 กิโลกรัม ต้องทำให้เหลือน้ำหนัก 70 กิโลกรัมให้ได้ก่อนที่จะไปเรื่องอาหาร ผมแค่กินวันละมื้อแล้วก็ออกกำลังกาย เช้า กลางวัน เย็น ชกมวย วิ่ง ยกน้ำหนัก ผ่านไป 1 อาทิตย์ น้ำหนักลง

พอมาอาทิตย์ที่ 2 น้ำหนักขึ้น ทั้ง ๆ ที่กินมื้อเดียว แต่น้ำหนักขึ้น เริ่มตกใจว่า “อ้าว ทำไม เกิดอะไรขึ้นอะไรอย่างนี้” ปรากฏว่าเกิดการอักเสบของร่างกาย ก็เลยกักเก็บไขมันแทน เพราะรู้สึกว่าเราไม่มี Energy ที่จะมาใช้อีกแล้ว แต่เราใช้ร่างกาย Overload จนเกินไป

ผมก็เลยเริ่มไปหาหมอแล้ว ไปตรวจเลือด ตรวจอะไร ปรากฏว่าค่า Testosterone ค่าฮอร์โมนเพศชาย ค่าวิตามิน ค่าเกลือแร่ในร่างกาย ฮอร์โมนความเครียด ทุกอย่างพังหมดเลย เหมือนคนอายุประมาณ 60 กว่าปี ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอายุ 30 ปีกว่า ๆ ก็เลยหาเหตุผลว่าเราไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน เราออกกำลังกายหนักมาก่อน แต่ด้วยอายุด้วย ก็เลยเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ คุมอาหารด้วยความจำเป็น กิน 3-4 มื้อต่อวัน ออกกำลังกายไม่หักโหม หลังจากนั้นเริ่มรู้สึกทางสายกลาง แล้วรู้สึกว่าน้ำหนักกลับมาปกติแล้ว น้ำหนักก็ลง สัดส่วนไขมันก็น้อย มวลกล้ามเนื้อยังอยู่ครับ”

มีผลกระทบทางจิตใจและอารมณ์จากการลดน้ำหนักแบบ Extreme ไหม ?

“พอเราเอาน้ำหนักลงไปขนาดนั้น แล้วความอึนหรือความไร้เรี่ยวแรงมีผลประโยชน์กับคาแร็กเตอร์ที่ผมเล่นพอดี ก็เลยใช้ประโยชน์จากความรู้สึกตรงนั้นเอาไปใช้พอดี ผมจำได้เลยว่าวันถ่ายคิวสุดท้าย ผมอดน้ำ 2 วัน เพื่อมีฉากที่ถอดเสื้อนอนชัก แล้วมื้อแรกที่กิน หลังจากถ่ายฉากนั้นเสร็จ อาเจียนหนัก เหมือนกินอะไรไปก็คืออ๊วก ๆ เพราะว่าอดน้ำด้วยแล้วกินข้าวน้อยด้วย ก็ผ่านอะไรมาเยอะนะพี่ชม เรียนรู้ผิดถูกไปกับตัวเอง เราก็รู้แล้วว่าต่อไปนี้อะไรที่เราควรจะรักษาสมดุลให้พอดีหน่อย ไม่ได้ Extreme จนเกินไป แต่ถามว่ามันส์ไหม มันส์มาก”

มีความกดดันในการรักษาหุ่นในอุดมคติให้สมบูรณ์แบบอยู่เสมอไหม ?

“ผมว่าเป็นความกดดันลึก ๆ ข้างใน ที่เราแทบจะไม่รู้ว่ามีอยู่ แต่จากเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นมาในชีวิต ผมเชื่อว่าเรากดดันตัวเอง รู้สึกว่ามีคนคาดหวังและมีคนมองแล้วเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นกฎเกณฑ์และเกณฑ์วัดสำหรับตัวเราด้วย ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อเสียอาจจะเป็นคนที่กดดันตัวเองจนมากเกินไป ไม่สามารถที่จะปล่อยวางรูปร่างของตัวเองได้ ยอมรับไม่ได้ที่วันหนึ่งจะต้องอ้วนหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งมีผลกับเราโดยตรงกับการที่เป็นนักแสดง ช่วงหลังปีใหม่ ถอดเสื้อไป Sauna กับไป Ice Bath อย่างนี้จะเริ่มไม่มั่นใจ โซเดียมเอยอะไรเอย ดื่มด้วยกินด้วย แล้วพอช่วงเวลาที่เราหุ่นเริ่มเข้าที่กลับมาเหมือนเดิม มีความรู้สึกมั่นใจ รู้สึกสบายใจที่โอเคกลับมาอยู่ในสภาวะปกติของเราแล้ว

ผมเคยตื่นเช้ามาชั่งน้ำหนักทุกเช้า ต้องการจะเห็นตัวเลขเท่าเดิมตลอด หรือไม่ก็ลดลงตลอด Outset อย่างนั้นเคยเป็นมาแล้ว แต่สำหรับผมมองว่าเป็นข้อได้เปรียบของผมกับการที่กดดันตัวเองแบบนี้ ผมไปที่ไหนแล้วมีคนมาบอกว่า “อยากได้หุ่นเหมือนพี่ณเดชน์จังเลย พี่ทำยังไง ผมอยากได้อย่างนี้” ก็รู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวบนโลกนี้ เรากำลังแชร์ความฝันเดียวกันกับคนอื่นเขามีความฝันแบบเรา เพราะเราก็อยากให้หุ่นเราแบบนี้ แล้วเขาก็อยากที่จะเป็นแบบอย่างหรือว่าเอาเป็นตัวอย่าง ผมว่าก็ดีนะที่เราเป็นกำลังใจแล้วก็เป็นแรงบันดาลใจให้คนหลาย ๆ คน

ผมเคยเจอคนขับ Grab ที่ไปส่งผม เขาก็บอกว่า เชื่อไหมผมเห็นหุ่นพี่ ผมกลับไปกิน Keto ตอนนี้ผมลดลงมาได้ 20 กิโลกรัม อะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ก็รู้สึกว่า แล้วทำไมคนที่มองเรามาแล้วเขารู้สึกว่าเราเป็นแรงบันดาลใจ การที่เรา Maintenance แล้วก็ Keep On การออกกำลังกาย แล้วก็การ Challenge ตัวเองในทุก ๆ กีฬาที่เราไปแข่งขัน และความบ้าระห่ำตรงนี้เอาไว้เป็นประโยชน์กับคนอีกหลายคนเลย เวลาเขาได้เห็นเราผ่านทาง Social Media ครับ”

เรื่องที่ยังจัดการตัวเองยังไม่ได้ ?

“ผมจะมีสภาวะ Binge Eating Disorder หรือการโหยหนัก ๆ อยู่บ่อย ๆ เพราะว่าเราคุมอาหารจริงจัง หรือบางทีเราคุมจนเกินไปจนไม่ถึง Calorie หรือว่าสารอาหารที่เราต้องการจริง ๆ แล้วร่างกายจะโหยตอนดึก ๆ หรือเครียดอะไรอย่างนี้ แล้วบางทีเรา Long Run มาแล้วเราต้องคุมอยู่ใน 2,000 Calorie อย่างนี้ ก็จะหิวทั้งวันแล้วตกลางคืนจะกดแล้วช่วงเวลา 21:00 – 22:00 น. พิซซ่ามาแล้วถาดหนึ่ง ไอศครีมกด ๆ อันนี้ง่ายก็มาส่ง ลงไปข้างล่าง กิน ๆ พอกินเสร็จก็เครียด เซ็ง ทำไมคุมตัวเองไม่ได้เลยแล้วพอรู้สึกอย่างนี้ปุ๊บทรยศตัวเองด้วยการกินอีก ไหน ๆ ก็กินมาแล้ว กินให้หมดเลยแล้วกัน แล้วผมก็สั่งมากิน ๆ อีก ตื่นเช้ามาทีนี้ก็รู้สึกผิดก็เลยจะ Fasting ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดไม่ควรจะทำแบบนี้ Mindset ง่าย ๆ ถ้าสมมุติว่าวันนี้พัง พรุ่งนี้ก็แค่เริ่มใหม่ แล้วคุมทุกอย่างให้อยู่ภายใต้กรอบที่ตัวเองวางเอาไว้ โอเควันนี้เช้าทำเครื่องหมายวิ่ง ทำเครื่องหมายทำถูกต้องที่สุด ทำดีที่สุดแล้วหรือยังวันนี้แค่นั้นเอง”

ปริมาณสารอาหารที่บริโภคต่อวัน ?

“โปรตีนผมกินอยู่ที่ 160 กรัม ถึง 170 กรัม คาร์โบไฮเดรต 240-270 กรัม ไขมันจะกินอยู่ที่ 35 กรัม อันนี้คือมาตรฐานวางไว้เท่านี้ แต่ที่เหลือคือก็ขยับได้ ถ้าเลือกได้จะไม่ค่อยกินพวกชานม นอกจากเป็นแข่งเสร็จแล้ว ปิด Project แล้ว วันสุดท้ายของคิวการถ่ายทำ กิน Celebration ให้รางวัลตัวเอง”

มีนิสัยการใน Plan และจัดเตรียมสิ่งของล่วงหน้า ?

“ใช่ ผมเป็นคนที่ไม่สามารถอยู่กับอาทิตย์ที่ไม่มีการแพลนได้ เหมือนเป็นคนที่สมมุติวันนี้วันอาทิตย์ พรุ่งนี้วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์หน้า ผมต้องรู้แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง เวลาเท่าไร ไม่งั้นนอนไม่หลับ เสื้อผ้าพวกนี้ใส่อะไร เตรียมวางไว้ ออกมาอาบน้ำเสร็จออกมาใส่เสื้อผ้าต้องชุดนี้เท่านั้น ของทุกอย่างจะเตรียมเก็บไว้ในกระเป๋า เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้เช้าจะได้ไม่ต้องมานั่งจัดหรือมานั่งหา อาหารอันไหนจะเอาไป Meal Prep อะไรอย่างนี้ ที่กินก็จะเตรียมไว้วางไว้ชั้นบนสุด”

คุณมีนิสัยนี้มาได้ยังไง ?

“คุณพ่อที่เป็นคนญี่ปุ่น เราจะเห็นปะป๊าตั้งแต่เด็ก เขาจะแขวนชุดทำงาน ปากกาเสียบช่องเดิม สีเดิม เงินเก็บไว้ในช่องเดิม แล้วก็แขวนเสื้อกับกางเกง บนโต๊ะก็จะมีของที่เรียงวาง ๆ เหมือนเขาเป็น OCD วาง ๆ แล้วก็เรียงเป็นระเบียบแล้วว่า พรุ่งนี้เขาต้องหยิบอะไรไปบ้าง เขาจะรู้หมดเลย เราก็ถามเขาตอนเด็ก ๆ ว่า ปะป๊า ทำอะไร เขาบอกว่า “เตรียมของไว้ เพราะว่าพรุ่งนี้เราจะได้หยิบของที่จะเอาไปได้ง่าย ไม่ลืมหน้าลืมหลัง” เขาไม่ได้บังคับให้เราทำแบบนั้น แต่เรารู้สึกว่าอยากเท่เหมือนเขา อยากทำเหมือนที่คุณพ่อเราทำก็เลยติดนิสัยตรงนี้มาเรื่อย ๆ”

น้องญาญ่าเป็นเหมือนกันไหม ?

“ไม่ น้องญาญ่ามีความชิลกว่า ติดบ้านมากกว่า ชอบอยู่บ้าน ชอบอ่านหนังสือ อะไรที่เป็นกีฬาที่แรงปะทะหนัก ๆ ชวนไปต่อยมวยอย่างนี้ ญาญ่าก็จะถามว่า “ให้มาทำไม จะให้ญาญ่าไปทำร้ายใคร” (หัวเราะ) ผมก็บอกว่า “ไม่ ก็ออกกำลังกายไง” ญาญ่าก็บอก “ไม่อยากต่อยคน อยากต่อย You ได้ไหม” (หัวเราะ) พอโตมาเรื่อย ๆ ช่วงวัยรุ่นก็จะเริ่มกระบวนการนี้ เริ่มเละเทะ ติดเพื่อน ติดเที่ยว ก็จะมีคุณแม่คอยเตือนสติตลอดว่าเคยทำอะไรก็ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ต้องเข้ามาตรวจในห้องว่า แขวนเสื้อผ้า พรุ่งนี้ไปโรงเรียน แขวนชุดนักเรียนอะไรอย่างนี้”

ความรู้สึกเมื่อ Plan ที่วางไว้ไม่เป็นไปตามเป้า ?

“ไม่ค่อยแฮปปี้ พยายามที่จะกบฏ เพื่อเอาตัวเลือกที่ตัวเองเลือกเป็นหลักเสมอ แต่พอเถียงกันไป คุยกันไป สุดท้ายเราก็ลดอีโก้ตัวเองลงแล้วก็ทำตามสิ่งที่มี ณ ตอนนั้น หรือว่าสิ่งที่ดีที่สุดตอนนั้น”

เคยเจอปัญหาสุขภาพที่หนักจนร่างกายเริ่มประท้วงบ้างไหม ?

“มีครับ ผมเป็น Hypothyroidism ก็คือต่อมเผาผลาญในร่างกายพังแล้ว ช่วงที่ตื่นตี 5 พังมาจาก 3 เดือนนั้นแหละที่ไปเข้า Fitness โดยที่นอนเที่ยงคืน ตื่นตี 5 แล้วก็ทำชีวิตวงจรวนซ้ำ ออกกำลังกายอย่างบ้าคลั่ง ตอนนั้นอายุ 24-25 ปี พอเราเริ่มเข้าอายุ 28 ปี ตื่นเช้าไปกองถ่าย ตอนนั้นลุกไม่ไหวแล้วเป็นอย่างนี้อยู่ประมาณเกือบเดือน เริ่มรู้สึกว่าร่างกายน่าจะป่วยหรือเป็นอะไรสักอย่าง กลัวว่าตัวเองจะเป็นลมอะไรอย่างนี้ ตาร้อน หน้าร้อน ตื่นไม่ไหว ลุกไม่ขึ้น ง่วงนอนตลอดเวลา

ก็เลยไปหาหมอ ปรากฏหมอก็บอกว่าเป็น Hashimoto’s Thyroiditis คือต่อมไทรอยด์พัง ชีวิตผมต้องกินยาทุก ๆ เช้า เพื่อปรับ Thyroid Hormone ให้มันมีเหมือนกับต่อมนี้มันไม่ทำงาน เราต้องกินยาแทน ก็เป็นปัญหา เป็นโรคประจำตัวอีก 1 โรค นอกเหนือจากหอบหืดที่มี ผมก็อยากแนะนำว่าจริง ๆ แล้ว จิตใจเรา บางทีมนุษย์เรามันมีความเข้มแข็ง แล้วแข็งแรงมาก ๆ แต่ว่าร่างกายเรา บางที Overload เขามาก ๆ พอใช้งานหนัก ๆ จนเครื่องพัง ซ่อมไม่ได้ ไม่มีอะไหล่ อวัยวะเราไม่มีอะไหล่มาเปลี่ยน อันตราย”

Hypothyroidism มันส่งผลกับชีวิตประจำวันยังไง ?

“ถ้า Dose ยาไม่ถึง จะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ง่วงตลอดเวลา รู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยมีแรง เปลือกตาร้อน คอร้อน หัวร้อน แบบวูบ ๆ ร้อนเหมือนเป็นชีพจร แล้วก็โหย เหมือนหิว แล้วน้ำหนักขึ้น มีการแกว่งตัวของตัวเลขในน้ำหนักอะไรอย่างนี้ แต่ถ้าสมมุติว่า Dose ยามันพอดี ก็จะกลับมาปกติ เหมือนเป็นคนใช้ชีวิตปกติเลย เหมือนก่อนหน้าที่จะเป็น Hypothyroidism อะไรอย่างนี้

ซึ่งยาของผมต้องปรับตามน้ำหนักตัว แล้วผมเป็นคนที่น้ำหนักตัวแกว่งตัวตลอดเวลา เพราะว่าผมเดี๋ยวก็ตัวใหญ่ น้ำหนักขึ้น คุณหมอจะบอกเลยว่าถ้าเมื่อไรน้ำหนักตัวขึ้น ให้เข้ามาหาเพื่อที่จะปรับยา เพื่อที่จะตรวจเจาะเลือดตรวจแล้วปรับยา เคยขึ้นเป็น 10 โล คุณหมอก็จะบอก “ไม่ค่อยดีกับสุขภาพนะคะคุณณเดชน์” เอางี้แล้วกันคุณหมอก็ดูแลผม ผมจะใช้ชีวิตอย่างนี้ คุณหมอก็ค่อยปรับยาให้ผมหน่อยแล้วกัน เพราะถ้าเกิน Over เกินไปจะกลายเป็นว่า Alert แล้วก็หัวใจก็อาจจะใจสั่นแล้วก็เหนื่อยง่าย เพราะว่าใจเต้นเกิน”

สิ่งที่ได้รับจากการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาในทุก ๆ ครั้ง ?

“สำหรับผมเลยอันดับแรกรู้สึกสะใจ ผมโคตรสะใจเลยเวลาที่ได้ออกไปแข่งหรือไป Fitness Test หรือว่าไป Trail อย่างที่ 2 คือผมรู้สึกว่าเพื่อนร่วมทางที่ไปด้วย ต่อให้เราจะแข่งขันกันหรือเราจะช่วยเหลือกันระหว่างทางก็ตาม เป็นมิตรภาพที่เรารู้สึกว่า หาไม่ได้จากนอกสนามแข่ง เพราะในเมื่อทุกคนต้องการที่จะไปแข่ง เรามีจุดมุ่งหมาย เป้าหมาย แต่เรายังไม่ลืมที่จะแวะถามไถ่ ดูแลกันและกันระหว่างทาง ตรงนี้สำหรับผมคือสิ่งสวยงามสำหรับโดยเฉพาะกีฬา Trail หรือว่า HYROX ก็ตาม

บางทีมีคนวิ่งผ่านผม “สู้ ๆ ครับ” บางคนผมวิ่งผ่าน “ไปครับพี่ ไปครับ” เหมือนกับเราให้กำลังใจกัน ทั้ง ๆ ที่เรากำลังมีจุดมุ่งหมายในการแข่งขันกันและกัน ผมก็เลยรู้สึกว่า ชื่นชอบ Energy ตรงนั้น แล้วผมจะชอบมี Mindset ที่เป็นเสียงในหัวดังขึ้นมาว่า “ไม่ไหวแล้ว เราพอตอนนี้ก็ได้”

อย่าง HYROX ล่าสุดที่ไป Solo มีแว้บหนึ่งเข้ามาในหัวเหมือนกัน “ไม่ไหวแล้ว มาทำไม เพื่ออะไร” เหมือนไปวิ่ง Trail ก็จะมีเสียงในหัวตรงนี้เข้ามาเหมือนกันว่า “ไม่ไหวแล้ว” แต่พอความรู้สึกแบบนี้แล้วถูกทลายด้วยความคิดอีกส่วนหนึ่งของเราว่า “ไม่ได้ เราเลือกมาอย่างนี้เอง เราต้องไปให้ได้ ต้องเอาให้จบให้ได้” แล้วความรู้สึกนั้นเหมือนกำลังชนะซาตานที่อยู่ในความคิดเรา ผมรู้สึกว่าโคตรอิ่มเลย ตอนเข้าเส้นชัยไม่ได้รู้สึกขนาดนั้น แต่พอมานั่งคิดแล้วการเอาชนะเสียงในหัวเรา คือรสชาติที่อร่อยมาก ๆ เลย กับการไปแข่งขันครับ”.

พัฒนาการของเหตุการณ์: 3 รายงาน

ความคิดเห็น