คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอ่างทอง · เปลี่ยน

เกาหลีใต้ขู่ดำเนินคดีอาญา-ตัดสิทธิ์สอบ 3 ปี นักเรียนใช้ "แว่นตา AI" ทุจริตสอบซูนึง

ที่มา: ไทยรัฐ

กระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ ยกระดับมาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด ประกาศดำเนินคดีอาญาและเตรียมเพิ่มโทษตัดสิทธิ์สอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือ "ซูนึง" สูงสุดนาน 3 ปี สำหรับนักเรียนที่ใช้ "แว่นตาอัจฉริยะ AI" ในการทุจริต พร้อมสั่งระดมเจ้าหน้าที่ตรวจจับแว่นตาน่าสงสัยประจำทุกศูนย์สอบทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่การสอบรอบเดือนพฤศจิกายนนี้

กระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ประกาศว่า จะเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันการทุจริตด้วยแว่นตาอัจฉริยะในการสอบวัดความสามารถทางวิชาการเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย (CSAT) หรือ "ซูนึง" ซึ่งเป็นการสอบระดับชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโอกาสเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

นายอี จุน-ฮยอก เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพีว่า กระทรวงจะดำเนินการยื่นคำร้องให้มีการดำเนินคดีอาญากับนักเรียนที่ถูกจับได้ว่าใช้แว่นตาอัจฉริยะเพื่อโกงการสอบในอนาคต

ตามมาตรการใหม่ กระทรวงมีแผนแก้ไขกฎหมายการศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อเพิ่มระยะเวลาตัดสิทธิ์ผู้กระทำผิดจากเดิม 1 ปี เป็นสูงสุด 3 ปี โดยผู้ที่ถูกจับได้ว่าสวมใส่หรือใช้งานแว่นตาอัจฉริยะระหว่างสอบ จะถูกตัดสิทธิ์ผลการสอบ และห้ามเข้าสอบอีกในปีถัดไปตามกฎปัจจุบัน ส่วนผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งผู้คุมสอบให้ตรวจสอบแว่นตา ก็อาจได้รับโทษในลักษณะเดียวกันหลังผ่านการพิจารณา นอกจากนี้ แม้เพียงนำแว่นตาอัจฉริยะเข้าไปในสนามสอบหรือพกติดตัวไว้โดยไม่ได้ใช้งาน ก็อาจทำให้ผลสอบเป็นโมฆะได้

กระทรวงมองว่า การใช้แว่นตาอัจฉริยะเพื่อทุจริตเป็นการกระทำโดยเจตนาและมีการวางแผนล่วงหน้า เพื่อขัดขวางการดำเนินการสอบระดับชาติ จึงมีแผนส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายสอบสวน และดำเนินคดีในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่โดยใช้กลอุบายหรือการฉ้อฉล รวมถึงข้อหาขัดขวางการดำเนินกิจการตามที่กฎหมายกำหนด

มาตรการดังกล่าวจะยังไม่น่ามีผลบังคับใช้กับการสอบในเดือนหน้า เนื่องจากเหลือเวลาเตรียมการเพียงประมาณ 20 วัน ซึ่งนายอีระบุว่าเป็นไปได้ยากที่จะแก้ไขกฎหมายให้ทัน อย่างไรก็ตาม กระทรวงตั้งเป้าผลักดันให้มาตรการใหม่มีผลตั้งแต่การสอบในปีหน้าเป็นต้นไป

การสอบ CSAT ในปีนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 19 พฤศจิกายน โดยแว่นตาอัจฉริยะถูกเพิ่มเข้าไปในรายการสิ่งของต้องห้ามในสนามสอบตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำหรับการสอบประจำปีการศึกษา 2570 พร้อมมีการออกแนวทางปฏิบัติกรณีตรวจพบการฝ่าฝืน

ตั้งแต่การสอบในปีนี้ กระทรวงจะจัดเจ้าหน้าที่เฉพาะทางประจำสนามสอบทุกแห่ง เพื่อช่วยตรวจสอบและระบุว่าอุปกรณ์ที่มีลักษณะน่าสงสัยเป็นแว่นตาอัจฉริยะหรือไม่ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 1,312 คน ประจำสนามสอบทั่วประเทศ 1,312 แห่ง หรือหนึ่งคนต่อหนึ่งสนามสอบ

หากผู้คุมสอบพบอุปกรณ์ต้องสงสัย เจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจะเป็นผู้ตรวจสอบและประเมินเบื้องต้น หากยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน จะมีทีมสนับสนุนจากสำนักงานศึกษาธิการระดับภูมิภาค กระทรวงศึกษาธิการ และสถาบันหลักสูตรและการประเมินผลการศึกษาแห่งเกาหลี เข้ามาช่วยตรวจสอบโดยทันที

เจ้าหน้าที่เฉพาะทางยังสามารถเดินตรวจภายในห้องสอบเพื่อช่วยเฝ้าระวังได้ด้วย มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อลดภาระของผู้คุมสอบ ซึ่งเดิมต้องรับผิดชอบทั้งการควบคุมการสอบและการตัดสินว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่พบเข้าข่ายสิ่งของต้องห้ามหรือไม่

นอกจากนี้ กระทรวงยังพิจารณานำเทคโนโลยีตรวจจับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงมาใช้ในสนามสอบ รวมถึงเครื่องตรวจจับคลื่นความถี่วิทยุ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาโดยหน่วยงานเฉพาะทาง โดยจะประเมินความเป็นไปได้ในการนำมาใช้งานก่อนตัดสินใจว่าจะกระจายอุปกรณ์ดังกล่าวไปยังสนามสอบทั่วประเทศตั้งแต่ปีหน้าหรือไม่

กระทรวงศึกษาธิการยังเตรียมเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้คุมสอบ โดยตั้งแต่การสอบปีนี้ ผู้คุมสอบทุกคนจะได้รับความคุ้มครองจากประกันความรับผิดในลักษณะกลุ่ม พร้อมขยายขอบเขตความคุ้มครองให้ครอบคลุมค่าเสียหาย ค่าธรรมเนียมทางกฎหมาย และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี รวมถึงขยายระยะเวลาการยื่นขอรับความคุ้มครองจากประกัน

มาตรการนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้คุมสอบจากการถูกเรียกร้องค่าเสียหายหรือถูกดำเนินการทางกฎหมายจากผู้ปกครองและนักเรียน ในกรณีเกิดเหตุผิดพลาดระหว่างการสอบที่ผู้คุมสอบไม่ได้เป็นผู้ก่อขึ้น

นอกจากนี้ ตั้งแต่การสอบ CSAT สำหรับปีการศึกษา 2571 เป็นต้นไป กระทรวงจะพิจารณาปรับปรุงสภาพการทำงานและค่าตอบแทนของผู้คุมสอบให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

การยกระดับมาตรการเกิดขึ้นหลังพบกรณีนักเรียนใช้หรือพกแว่นตาอัจฉริยะระหว่างการสอบหลายครั้ง โดยก่อนหน้านี้มีนักเรียน 3 คนถูกจับได้ว่าสวมใส่หรือครอบครองแว่นตาอัจฉริยะระหว่างการสอบข้อเขียนที่จัดโดยมหาวิทยาลัยในกรุงโซล

กรณีลักษณะเดียวกันยังเกิดขึ้นในต่างประเทศด้วย โดยเมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา มีรายงานว่ามหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันในกรุงไทเป ตัดสิทธิ์ผู้สมัครสอบรายหนึ่ง หลังตรวจพบว่าใช้แว่นตาอัจฉริยะที่ติดตั้ง AI เพื่อทุจริตในการสอบเข้า

เกาหลีใต้เคยเผชิญคดีทุจริตการสอบด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาแล้ว โดยในปี 2548 มีการเปิดโปงขบวนการทุจริตที่นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือแลกเปลี่ยนคำตอบระหว่างการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผู้เกี่ยวข้องรายหนึ่งถูกตัดสินจำคุก 8 เดือน แต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี

กระทรวงศึกษาธิการยังเตรียมเสนอแนะให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ใช้มาตรการป้องกันการทุจริตที่เข้มงวดขึ้นในการสอบคัดเลือกของตนเองด้วย ทั้งการสอบข้อเขียนและการสัมภาษณ์ โดยต้องการให้มีบทลงโทษที่สอดคล้องกับมาตรการใหม่ของการสอบระดับชาติ

การสอบ CSAT หรือที่เรียกกันว่า "ซูนึง" เป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ขึ้นชื่อว่ามีการแข่งขันสูงและสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อนักเรียนเกาหลีใต้ ผลสอบมีความสำคัญต่อโอกาสเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำ และมักถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสถานะทางสังคมในอนาคต

ในวันสอบ ทางการจะใช้มาตรการพิเศษทั่วประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเรียน โดยระหว่างการสอบฟังภาษาอังกฤษ จะมีการระงับเที่ยวบินทั่วประเทศเป็นเวลา 35 นาที ยกเว้นเที่ยวบินฉุกเฉิน ขณะที่ธนาคารและหน่วยงานราชการจะให้พนักงานเริ่มงานช้ากว่าปกติ 1 ชั่วโมง เพื่อลดปัญหาการจราจรและช่วยให้นักเรียนเดินทางไปสนามสอบได้ทันเวลา

แรงกดดันมหาศาลจากระบบการศึกษาที่มีการแข่งขันสูงของเกาหลีใต้ ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่นและอัตราการฆ่าตัวตายของเยาวชน ซึ่งอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก

เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการระบุว่า รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนามาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการสอบที่เป็นธรรมและมีเสถียรภาพสำหรับนักเรียน พร้อมลดภาระและความเสี่ยงที่ผู้คุมสอบต้องเผชิญ.

ที่มา CNA / JoongAng Ilbo / Seoul Economic Daily

ความคิดเห็น