คุณกำลังดูเวอร์ชันข้อความล้วน — ไม่มีรูปภาพและสคริปต์
JaiMuangอำนาจเจริญ · เปลี่ยน

สรุปโหนกระแส 2 EP ปมกรงขัง ‘แม่ภัทร’ พม.ลุยค้นพบเตียงเกิน ก่อนตามต่อวันนี้

ที่มา: The Thaiger

สรุปโหนกระแส 2 EP ปมกรงขัง ‘แม่ภัทร’ พม.ลุยค้นพบเตียงเกิน ก่อนตามต่อวันนี้

สรุปตั้งแต่แม่ภัทรร้องถูกพาเข้าสถานดูแลโดยไม่สมัครใจ ลูกชายออกมาชี้แจง จนตำรวจ สบส. และ พม.เข้าตรวจ พบห้องลูกกรง เตียงเกินใบอนุญาต และผู้รับบริการจิตเวชอาการรุนแรงจำนวนมาก

กรณี แม่ภัทร หญิงวัย 63 ปี ที่ร้องว่าถูกครอบครัวพาไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โดยไม่สมัครใจ กำลังขยายจากความขัดแย้งภายในครอบครัวไปสู่การตรวจสอบมาตรฐานของสถานดูแลผู้สูงอายุ หลังตำรวจ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. เข้าตรวจสอบสถานที่

ตลอด 2 ตอนของรายการโหนกระแสที่ผ่านมา แต่ละฝ่ายให้ข้อมูลหลายประเด็นที่ยังขัดแย้งกัน ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐตรวจพบข้อบกพร่องที่ยืนยันได้แล้วหลายรายการ

ทั้งจำนวนเตียงเกินใบอนุญาต ห้องที่ล็อกจากด้านนอก เตียงครอบโครงเหล็ก และสภาพสถานที่บางส่วนที่ไม่เหมาะกับการดูแลผู้สูงอายุ

จุดเริ่มต้น แม่ภัทรร้องถูกพาเข้าศูนย์โดยไม่สมัครใจ

เรื่องเริ่มเปิดต่อสาธารณะวันที่ 5 ตุลาคม 2569 เมื่อแม่ภัทรมาออกรายการโหนกระแสพร้อมลูกสาว น้องสาว เอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด และทนายความ เพื่อขอความช่วยเหลือ

แม่ภัทรกล่าวว่า วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ลูกชายพาเธอออกจากบ้าน ก่อนนำไปส่งที่ โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม ในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี โดยไม่ได้สมัครใจ และต้องอยู่ภายในสถานที่นานกว่า 2 ปี

ก่อนเกิดเหตุ ครอบครัวมีความขัดแย้งเรื่องโรงงานผลิตเครื่องสำอาง แม่ภัทรระบุว่า ลูกชายและลูกสะใภ้เข้ามาช่วยดูแลกิจการ ก่อนเปลี่ยนมาเช่าโรงงานและเครื่องจักร ต่อมาทั้งสองฝ่ายมีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในกิจการและทรัพย์สิน ซึ่งยังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย

ระหว่างอยู่ที่ศูนย์ แม่ภัทรกล่าวหาว่าถูกควบคุมตัว ทำร้าย บังคับให้กินยา และตัดขาดจากคนภายนอก ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวน ตำรวจยังไม่ได้สรุปว่ามีใครกระทำความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่

แม่ภัทรเล่าว่า สามารถส่งข่าวถึงครอบครัวได้หลังผู้พักอีกคนกำลังจะออกจากศูนย์ จึงฝากหมายเลขโทรศัพท์ของน้องสาวไปให้

เมื่อครอบครัวทราบว่าเธออยู่ที่ไหน จึงเริ่มติดต่อและติดตามเรื่อง ก่อนรับตัวออกจากศูนย์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569

ในโหนกระแสตอนแรก ร.อ.หญิง ภรเสริมสิริ ศิริภัทรสกุล หรือ “แมว” ผู้ดูแลศูนย์ โทรศัพท์เข้ามาชี้แจงว่า ศูนย์ไม่ได้เป็นฝ่ายไปรับแม่ภัทร แต่ลูกชายเป็นผู้ติดต่อให้นำมาดูแล โดยครอบครัวแจ้งว่ามีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นภายในบ้าน

ภรเสริมสิริยอมรับว่าแม่ภัทรไม่ต้องการอยู่ แต่ยืนยันว่าศูนย์รับดูแลตามที่ครอบครัวติดต่อมา มีค่าใช้จ่ายสำหรับห้องเดี่ยวประมาณเดือนละ 20,000 บาท พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการทำร้ายร่างกาย และระบุว่าสถานที่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ

ตำรวจเข้าตรวจ พบห้องลูกกรงและเตียงครอบเหล็ก

หลังรายการออกอากาศวันที่ 5 ตุลาคม ตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจโสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม เจ้าหน้าที่พบโครงเหล็กและลวดหนามหีบเพลงติดตั้งรอบพื้นที่

ห้องบางส่วนมีลูกกรงและล็อกจากด้านนอก ส่วนเตียงบางเตียงมีโครงเหล็กครอบอยู่ด้านบน

ผู้ดูแลศูนย์ชี้แจงว่า ลูกกรงและลวดหนามใช้ป้องกันผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรงหลบหนี ทำลายข้าวของ หรือทำอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น ส่วนโครงเหล็กครอบเตียงใช้ป้องกันผู้ป่วยตกจากเตียง ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อทรมานหรือทำร้ายผู้พัก

โหนกระแส EP 2 ลูกชายเผชิญหน้าแม่ภัทร

วันที่ 6 ตุลาคม โหนกระแสติดตามเรื่องต่อเป็นตอนที่ 2 แม่ภัทรเปิดเผยใบหน้าและเผชิญหน้ากับ เบนซ์ ลูกชาย และลูกสะใภ้ เพื่อชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและระหว่างการเข้าอยู่ที่ศูนย์

แม่ภัทรระบุว่า เคยถูกให้อยู่ใน ห้องหมายเลข 2 ซึ่งมีลักษณะเป็นห้องลูกกรงนานประมาณ 11 เดือน และเรียกสถานที่นี้ว่า “กรงหมา” โดยอ้างว่าภายในไม่มีห้องน้ำ ต้องขับถ่ายใส่ถัง และจะได้ออกจากห้องเมื่อเจ้าหน้าที่พาไปอาบน้ำ

เธอยังบอกว่าเคยใช้ปากกาทำเครื่องหมายบริเวณน็อตภายในห้องไว้ จึงมั่นใจว่าสามารถกลับไปชี้ตำแหน่งห้องที่เคยอยู่ได้

ด้านเบนซ์ยืนยันว่าไม่เคยรู้ว่าภายในศูนย์มีห้องและเตียงลักษณะเช่นนี้ ก่อนพาแม่ไปอยู่เข้าใจว่าสถานที่สามารถดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตได้ และเห็นเพียงภาพบริเวณภายนอกที่ดูร่มรื่น

ลูกชายยังชี้แจงว่า การพาแม่เข้าสถานดูแลไม่ใช่การตัดสินใจของตัวเองเพียงคนเดียว แต่สมาชิกในครอบครัวร่วมกันพูดคุยก่อนตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม ลูกสาวของแม่ภัทรโต้แย้งข้อมูลบางส่วน โดยระบุว่าเดิมเข้าใจว่าจะพาแม่ไปพบแพทย์ ไม่ใช่นำไปอยู่ศูนย์ในลักษณะดังกล่าว

ช่วงท้ายรายการ เบนซ์ก้มกราบขอโทษแม่หลังได้ฟังรายละเอียดเรื่องสภาพความเป็นอยู่ภายในศูนย์ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยรู้ว่าสถานที่ด้านในมีลักษณะเช่นนี้ แม่ภัทรตอบว่าให้อภัย ก่อนทั้งสองฝ่ายสวมกอดกัน

การคืนดีระหว่างแม่กับลูกไม่ได้ทำให้ข้อพิพาททั้งหมดจบลง เพราะเรื่องสิทธิในโรงงานและทรัพย์สินยังต้องตรวจจากเอกสารและสัญญา ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องกักขัง ทำร้ายร่างกาย และบังคับให้กินยายังอยู่ในขั้นตอนสอบสวน

สบส.ตรวจซ้ำ พบ 129 เตียง จากใบอนุญาต 50 เตียง

วันที่ 6 ตุลาคม นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นำเจ้าหน้าที่ สบส.ร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดกาญจนบุรีเข้าตรวจสถานที่อย่างละเอียด

สบส.พบว่า ศูนย์ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงจำนวน 50 เตียง แต่เจ้าหน้าที่พบเตียงจริง 129 เตียง หรือมากกว่าที่ได้รับอนุญาตกว่าเท่าตัว

พื้นที่ให้บริการที่ได้รับอนุญาตไว้ 1,600 ตารางเมตร ถูกขยายเป็น 4,641 ตารางเมตร เจ้าหน้าที่ยังพบห้องลูกกรงที่ล็อกจากด้านนอก ลวดหนามหีบเพลง และเตียงที่ดัดแปลงเพิ่มโครงเหล็กครอบผู้รับบริการ

ผลตรวจด้านสถานที่และความปลอดภัยพบปัญหาอีกหลายจุด เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย พื้นห้องน้ำทรุดและแตกร้าว ผนังมีรอยแยก จุดพักขยะไม่ได้จัดการตามมาตรฐาน และพื้นที่ต่างระดับบางจุดไม่มีบันไดหรือราวจับถาวร

ด้านสุขาภิบาลอาหาร เจ้าหน้าที่พบว่าพื้นที่ปรุงและเตรียมอาหารไม่เป็นสัดส่วน ระบบระบายอากาศไม่ได้มาตรฐาน การเก็บอุปกรณ์และภาชนะบางส่วนไม่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงพบยาฆ่าแมลงเก็บปะปนกับวัตถุดิบประกอบอาหาร

สบส.ยังพบผู้รับบริการบางส่วนไม่ตรงกับประเภทกิจการที่ศูนย์ได้รับอนุญาต ทั้งผู้ที่ได้รับยาจิตเวชและผู้ที่ผ่านการบำบัดยาเสพติด ขณะที่เวชระเบียนของผู้รับบริการจิตเวชบางส่วนไม่พบใบรับรองคำวินิจฉัยจากแพทย์ตามที่ควรมี

ในวันเดียวกัน พม. ส่ง ชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง พม. พร้อมกรมกิจการผู้สูงอายุและศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่ร่วมกับ สบส. เพื่อตรวจสภาพความเป็นอยู่ของผู้พักและเตรียมแผนรองรับหากต้องย้ายออกจากศูนย์

ทีม พม.ประเมินจากสภาพทางกายภาพเบื้องต้นว่า สถานที่หลายส่วน ไม่เหมาะสำหรับการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอุปกรณ์และการจัดพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่พบภายในศูนย์ ส่วนการพิจารณาว่าผิดมาตรฐานหรือกฎหมายข้อใดเป็นหน้าที่ของ สบส.ตรวจและดำเนินการตามอำนาจต่อไป

พม.พบจิตเวชเคสสีแดง 92 ราย เตรียมหาที่รองรับ

ข้อมูลล่าสุดที่ทีม พม.ให้กับไทยรัฐระบุว่า ภายในศูนย์มีผู้รับบริการประมาณ 100 คน แบ่งเป็นผู้ที่มีอาการทางจิตเวช 92 ราย และกลุ่มที่ไม่มีอาการลักษณะนี้อีก 8 ราย

พม.ระบุว่าผู้ป่วยจิตเวชส่วนใหญ่ในกลุ่ม 92 รายอยู่ในระดับอาการรุนแรง หรือที่เรียกว่า “เคสสีแดง” และต้องได้รับการดูแลด้านสุขภาพจิตอย่างเหมาะสม ไม่ใช่การดูแลในรูปแบบเดียวกับผู้สูงอายุทั่วไป

ข้อมูลส่วนนี้เป็นการประเมินล่าสุดจากการลงพื้นที่ของ พม. จึงต่างจากข้อมูลวันแรกที่ศูนย์แจ้งตำรวจว่ามีผู้พักทั้งหมด 92 คน แบ่งเป็นชาย 75 คน หญิง 17 คน ตัวเลขทั้งสองชุดมาจากคนละช่วงการตรวจและไม่ควรนำมารวมเป็นจำนวนเดียวกัน

พม.จะติดตามครอบครัวของผู้รับบริการแต่ละคน เนื่องจากศูนย์เป็นสถานประกอบการเอกชนและหลายครอบครัวเป็นผู้ติดต่อพาญาติเข้ามาพักเอง หากครอบครัวไม่สามารถรับกลับไปดูแลได้และต้องการให้รัฐช่วยเหลือ

พม.เตรียม ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี ไว้รองรับผู้สูงอายุที่เข้าเกณฑ์รับความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ตาม พม.ให้ข้อมูลว่า ศูนย์ของกระทรวงยังไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจิตเวชอาการรุนแรงกลุ่มสีแดงได้ทั้งหมด ผู้ที่มีอาการระดับนี้ต้องผ่านการประเมินและเข้าสู่ระบบรักษาของหน่วยงานสาธารณสุข

ส่วน พม.สามารถรองรับผู้สูงอายุที่อาการอยู่ในระดับสีเขียวหรือสีเหลืองและเหมาะกับระบบสวัสดิการผู้สูงอายุได้

การตรวจครั้งนี้ยังพบอีกประเด็นที่ พม.ต้องการให้ครอบครัวระมัดระวัง เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่า ญาติของผู้พักบางรายนำตัวมาส่ง ชำระค่าดูแล แต่ไม่ได้เข้าไปตรวจดูพื้นที่ภายในหรือกลับมาติดตามสภาพความเป็นอยู่เป็นประจำ

พม.จึงแนะนำให้ครอบครัวที่กำลังเลือกสถานดูแลผู้สูงอายุตรวจใบอนุญาต เข้าไปดูพื้นที่จริง ตรวจสภาพห้องพัก บุคลากร ระบบความปลอดภัย และรูปแบบการดูแลก่อนตัดสินใจ รวมถึงควรกลับไปเยี่ยมและติดตามความเป็นอยู่หลังเข้าพัก ไม่ควรพิจารณาจากการมีผู้รับดูแลและการชำระค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว

กรณีที่กาญจนบุรียังนำไปสู่การเตรียมทบทวนมาตรฐานสถานดูแลผู้สูงอายุในระดับประเทศ พม.ระบุว่าจะนำประเด็นเข้าสู่กลไกคณะกรรมการด้านผู้สูงอายุระดับชาติ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับงานด้านสังคมและกลุ่มเปราะบางของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี

เป้าหมายคือยกระดับการกำกับทั้งสถานดูแลของรัฐและเอกชน รวมถึงพิจารณาว่ากฎหมายหรือประกาศที่ใช้อยู่เพียงพอกับรูปแบบการให้บริการในปัจจุบันหรือไม่ ส่วนจะออกเป็นประกาศ แก้กฎหมาย หรือใช้มาตรการในรูปแบบใด ยังต้องผ่านขั้นตอนพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนี้ศูนย์และผู้พักจะเป็นอย่างไร

สำหรับโสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม สบส.อยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงและหลักฐานเพื่อพิจารณามาตรการตามกฎหมาย ตั้งแต่การสั่งแก้ไข พักใช้ใบอนุญาต ไปจนถึงเพิกถอนใบอนุญาต หากพบความผิดถึงระดับที่เข้าเกณฑ์

ส่วนข้อกล่าวหาของแม่ภัทรเรื่องถูกกักขัง ทำร้าย และบังคับให้กินยา ยังไม่ควรนำผลตรวจสถานที่มาใช้ยืนยันว่าเกิดขึ้นจริงทั้งหมด

ตำรวจต้องสอบพยาน ตรวจเอกสารทางการแพทย์และหลักฐานอื่นก่อนสรุปว่ามีบุคคลใดกระทำความผิดทางอาญาหรือไม่

หลังโหนกระแสออกอากาศ 2 ตอน ข้อเท็จจริงจึงแบ่งออกเป็นสองส่วนชัดเจน ส่วนแรกคือคำกล่าวของแม่ภัทร ลูกชาย และผู้ดูแลศูนย์ ซึ่งหลายเรื่องยังให้ข้อมูลไม่ตรงกันและต้องพิสูจน์ต่อ

ส่วนที่สองคือผลตรวจจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งยืนยันแล้วว่าศูนย์มีจำนวนเตียงและพื้นที่เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต พบการดัดแปลงห้องและเตียงด้วยลูกกรง รวมถึงปัญหาด้านสถานที่ ความปลอดภัย และสุขาภิบาลหลายรายการ

จากนี้ต้องติดตามทั้งผลสอบข้อกล่าวหาของแม่ภัทร การจัดการผู้รับบริการประมาณ 100 คนภายในศูนย์ และคำตัดสินของ สบส.ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับใบอนุญาต

ขณะที่ พม.เตรียมใช้กรณีนี้เป็นหนึ่งในข้อมูลสำหรับยกระดับการกำกับสถานดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ

- เปิดรายได้ โสธรชัย เนอร์สซิ่งโฮม ปี 68 กวาด 7.43 ล้าน พลิกกำไร 4.74 แสน

- สรุปดราม่าโรงงานแม่ภัทร แม่ขอคืน ฝั่งลูกสะใภ้อ้างลงทุน 2.5 ล้าน

- วินาทีบีบหัวใจ ลูก ๆ ก้มกราบแม่ภัทร กลางโหนกระแส หลังได้ฟังชีวิต 11 เดือนในห้องกรง

ความคิดเห็น